โปรแกรมฟิลเลอร์ (Fillers)

โปรแกรมฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร? ฉีดตรงไหนได้บ้าง อยู่ได้นานแค่ไหน?

“ฟิลเลอร์” กลายเป็นคำที่หลายคนคุ้นหูมากขึ้นในยุคที่ใคร ๆ ก็อยากดูสดใส หน้าไม่โทรม แต่ไม่ต้องผ่าตัด หลายคนอาจเคยได้ยินว่าฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มใต้ตาลึก ร่องแก้ม หรือเสริมคางให้ได้รูป แต่ก็ยังลังเลเพราะไม่แน่ใจว่าเหมาะกับตัวเองไหม? อันตรายหรือเปล่า? หรือควรเลือกยี่ห้อไหนดี?

บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจ ฟิลเลอร์คืออะไร ฉีดตรงไหนได้บ้าง อยู่ได้นานแค่ไหน? รวมถึง เทคนิคการฉีดที่ปลอดภัย รีวิวจริงก่อน–หลัง พร้อมแนะนำยี่ห้อยอดนิยมที่ผ่าน อย. ไทย เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยที่สุด

Image gallery marquee
Image gallery marquee
Image gallery marquee
Image gallery marquee
รวมหัวข้อ โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ 2025
ฟิลเลอร์คืออะไร

ฟิลเลอร์คืออะไร?

ฟิลเลอร์ (Dermal Filler) คือสารเติมเต็มทางการแพทย์ที่ใช้ฉีดเข้าสู่ชั้นผิวหนังหรือใต้ผิวหนัง เพื่อเพิ่มวอลุ่ม เติมเต็มร่องลึก หรือปรับรูปหน้าให้อ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมและความปลอดภัยสูงสุดในปัจจุบันคือ สารไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic Acid หรือ HA) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างกาย และสามารถย่อยสลายได้เองในเวลา 6–18 เดือน

สารชนิดนี้มีคุณสมบัติอุ้มน้ำสูง ช่วยให้ผิวดูชุ่มชื้น เต่งตึง และเมื่อฉีดเข้าไปในชั้นผิว จะสามารถเติมเต็มบริเวณที่สูญเสียคอลลาเจนหรือไขมันตามวัย เช่น ร่องแก้ม ใต้ตา คาง ขมับ และริมฝีปาก ได้อย่างแนบเนียนเป็นธรรมชาติ

ฟิลเลอร์ใช้ทำอะไรได้บ้าง

การฉีดฟิลเลอร์สามารถใช้แก้ไขหรือตกแต่งใบหน้าได้หลายจุด โดยจุดที่นิยมฉีด ได้แก่: ใต้ตา: เติมร่องลึก ลดความคล้ำ เงาดำ, ร่องแก้ม (Nasolabial Fold): เติมเต็มให้ดูอ่อนวัย, คาง: ปรับรูปหน้าให้ดูเรียว สมส่วน, ริมฝีปาก: เพิ่มความอวบอิ่ม, หน้าผาก/ขมับ: เติมเต็มรอยลึก หรือแก้ไขความแบน

นอกจากนี้ฟิลเลอร์ยังใช้ช่วยปรับสมดุลของใบหน้าในคนที่มีใบหน้าไม่สมมาตร หรือมีรอยแผลหลุมลึกบางประเภทได้อีกด้วย โดยผลลัพธ์จะดูเป็นธรรมชาติเมื่อทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และใช้เทคนิคที่เหมาะสม

ฟิลเลอร์แตกต่างจากโบท็อกซ์อย่างไร?

แม้ว่าฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ (Botulinum Toxin) จะถูกใช้ร่วมกันในเวชศาสตร์ความงาม แต่มีหลักการทำงานที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง:

จุดเปรียบเทียบฟิลเลอร์ (Filler)โบท็อกซ์ (Botox)
ลักษณะการทำงานเติมเต็ม เพิ่มวอลุ่มทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ลดการขยับ
ใช้กับบริเวณร่องลึก แก้ม คาง ใต้ตา ริมฝีปาก ฯลฯริ้วรอยหน้าผาก หว่างคิ้ว หางตา ฯลฯ
เห็นผลเมื่อใดทันทีหลังฉีด3–7 วันหลังฉีด
อยู่ได้นาน6–18 เดือน (ขึ้นกับยี่ห้อ/ตำแหน่ง)3–6 เดือน

ฟิลเลอร์มีกี่ประเภท? ต่างกันยังไง

ฟิลเลอร์สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทตามชนิดของสารที่ใช้ โดยแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและระยะเวลาการสลายที่แตกต่างกัน ซึ่งมีผลต่อผลลัพธ์และความเหมาะสมในแต่ละจุดของใบหน้า โดยฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมหลัก ๆ ได้แก่:

ประเภทฟิลเลอร์ส่วนประกอบหลักอยู่ได้นานประมาณคุณสมบัติเด่นตัวอย่างยี่ห้อ
Hyaluronic Acid (HA)กรดไฮยาลูโรนิก (สารอุ้มน้ำในร่างกาย)6–18 เดือนยืดหยุ่นสูง, สลายได้เอง, แก้ไขได้ง่ายJuvederm, Restylane, Belotero
Calcium Hydroxylapatite (CaHA)แคลเซียมในรูปอนุภาค12–18 เดือนกระตุ้นคอลลาเจน, เนื้อแน่น, ไม่ฉีดบางจุดRadiesse
Poly-L-Lactic Acid (PLLA)กรดโพลีแอลแลคติก18–24 เดือนกระตุ้นคอลลาเจน, เห็นผลช้า, เติมแบบค่อยเป็นค่อยไปSculptra
Polycaprolactone (PCL)โพลีแคพโรแลคโตน24–36 เดือนฟิลเลอร์แบบกระตุ้นคอลลาเจน, เห็นผลระยะยาวEllansé

ฟิลเลอร์แบบไหนเหมาะกับใคร?

  • HA (Hyaluronic Acid): เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น, จุดเสี่ยง (ใต้ตา, ปาก), ต้องการผลลัพธ์ที่สลายได้ง่าย
  • CaHA/PLLA/PCL: เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลระยะยาว หรือการกระตุ้นคอลลาเจน, เติมแก้มส้ม, ขมับ, กรอบหน้า

ควรเลือกชนิดฟิลเลอร์ให้เหมาะกับโครงหน้าและวัตถุประสงค์ โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินร่วมกับผู้รับบริการก่อนทำทุกครั้ง

ประเภทของฟิลเลอร์
ฟิลเลอร์รุ่นไหนผ่าน อย. ไทย

ฟิลเลอร์รุ่นไหนผ่าน อย. ไทยบ้าง? Top 10 ฉบับปี 2025

การเลือกฟิลเลอร์ที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้สารปลอมปนหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ฟิลเลอร์ของแท้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ ความปลอดภัย และข้อมูลทางคลินิกจากหน่วยงานระดับประเทศ และมีการลงทะเบียนเลข อย. ที่สามารถตรวจสอบได้

ยี่ห้อฟิลเลอร์รุ่นที่ผ่าน อย.ประเทศผู้ผลิต
Juvederm®Ultra, Voluma, Volbella, Voliteสหรัฐอเมริกา (Allergan)
Restylane®Lyft, Vital, Volyme, Defyneสวีเดน (Galderma)
Belotero®Balance, Intense, Volumeเยอรมนี (Merz)
Neuramis®Deep, Volumeเกาหลีใต้ (Medytox)
Dermalax®Deep Plus, Implant Plusเกาหลีใต้
The Chaeum (เดอะเชออึม)Style 2, Style 3เกาหลีใต้ (Hugel)
Hyabell®Basic, Lips, Deep, Ultraเยอรมนี
E.P.T.Q®S100, S300, S500เกาหลีใต้ (Jetema)
Monalisa®Mild, Soft, Hardเกาหลีใต้
Revolax®Fine, Deep, Sub-Qเกาหลีใต้

หมายเหตุ: สามารถตรวจสอบเลขทะเบียน อย. ได้ที่เว็บไซต์ FDA Thai

แบรนด์ฟิลเลอร์ยอดนิยมในไทย

เปรียบเทียบจุดเด่นฟิลเลอร์แต่ละแบรนด์ (อัปเดตปี 2025)

แม้จะผ่าน อย. เหมือนกัน แต่เนื้อเจลของแต่ละแบรนด์มีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน ทั้งความอยู่ตัว ความยืดหยุ่น และการกระจายตัว ทำให้แต่ละรุ่นเหมาะกับจุดฉีดและวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน การเลือกแบรนด์ที่เหมาะสมจึงต้องอาศัยทั้งประสบการณ์แพทย์และความเข้าใจลักษณะของเนื้อฟิลเลอร์

แบรนด์รุ่นแนะนำจุดเด่นเหมาะกับบริเวณความอยู่ตัวความยืดหยุ่น
Juvederm®Voluma, Volbella, Voliteเนื้อเจลละเอียด กระจายตัวดีใต้ตา, ปาก, คางสูงปานกลางถึงสูง
Restylane®Lyft, Volyme, Defyneมีหลายเนื้อเจลให้เลือกแก้ม, ขมับ, ร่องแก้มปานกลางถึงสูงสูง
Belotero®Balance, Intense, Volumeใช้ได้กับจุดตื้น ใต้ผิวบางใต้ตา, ร่องเล็กปานกลางสูงมาก
Neuramis®Volume, Deepราคาคุ้มค่า คุณภาพเกาหลีปาก, คางปานกลางปานกลาง
Hyabell®Ultra, Deep, Basicคงรูปดี เหมาะกับการปรับโครงหน้าคาง, กรอบหน้าสูงต่ำถึงกลาง
E.P.T.Q®S100, S300, S500ความยืดหยุ่นสูง เหมาะจุดขยับบ่อยร่องแก้ม, ริมฝีปากปานกลางสูง

คำแนะนำ: รุ่นของฟิลเลอร์ในตารางนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น แพทย์จะเป็นผู้เลือกสูตรให้เหมาะกับแต่ละบุคคลมากที่สุด

จุดยอดฮิตฉีดฟิลเลอร์

ฉีดฟิลเลอร์ตรงไหนได้บ้าง?

ตำแหน่งยอดนิยมในการฉีดฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์สามารถใช้ปรับรูปหน้าและแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้หลากหลาย โดยตำแหน่งที่ฉีดมักจะขึ้นกับโครงสร้างใบหน้าและจุดที่สูญเสียวอลุ่มตามอายุ แต่ละบริเวณมีเป้าหมายเฉพาะที่แตกต่างกันดังนี้:

จุดที่ฉีดเป้าหมายการฉีดลักษณะฟิลเลอร์ที่ใช้
ใต้ตาลดร่องลึก เงาดำ คล้ำลึกเนื้อนิ่ม กระจายตัวดี ไม่ฟู
ร่องแก้มเติมเต็มร่องให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้นเจลกลาง–แน่น อยู่ตัวดี
คางปรับความยาว/มุมคาง ให้ใบหน้าเรียวขึ้นเจลแน่น คงรูปได้ดี
ริมฝีปากเพิ่มความอวบอิ่ม หรือเก็บทรงปากเนื้อฟิลเลอร์กลาง–นิ่ม ยืดหยุ่นสูง
ขมับเติมร่องลึก ลดหน้าตอบเจลค่อนข้างแน่น อยู่ตัวปานกลาง–สูง
แก้มส้มฟื้นโหนกแก้มที่แบน เสริมโครงหน้าเจลแน่น อยู่ตัวสูง
หน้าผากเติมความโค้งมน ให้หน้าดูละมุนเจลกลาง กระจายดี ไม่เป็นก้อน

แต่ละจุดต้องเลือกชนิดฟิลเลอร์และเทคนิคฉีดให้เหมาะสม เช่น ใช้เข็มทู่ (cannula) บริเวณเส้นเลือดสำคัญ เพื่อความปลอดภัย

เทคนิคฉีดฟิลเลอร์แบบไหนดี? เข็มทู่ vs เข็มแหลม

ประเภทเข็มลักษณะข้อดีข้อจำกัด
เข็มแหลม (Needle)ปลายแหลม คม สั้นแม่นยำสูง, เหมาะกับจุดเล็ก ๆ หรือจุดตื้นเสี่ยงช้ำหรือเข้าเส้นเลือดหากไม่ชำนาญ
เข็มทู่ (Cannula)ปลายมน ยาว ยืดหยุ่นลดรอยช้ำ/บวม, ลดความเสี่ยงทะลุเส้นเลือดต้องใช้ประสบการณ์สูง ควบคุมทิศทางยากกว่า

ควรเลือกใช้แบบไหนดี?

ตำแหน่งที่ฉีดเข็มที่นิยมใช้เหตุผล
ใต้ตาเข็มทู่ (Cannula)ลดความเสี่ยงทะลุเส้นเลือด เส้นเลือดเยอะ
ร่องแก้มแล้วแต่เคสบางจุดใช้แหลมเก็บทรงละเอียด บางเคสใช้ทู่ลดบวม
คางเข็มแหลมหรือทู่ขึ้นกับเทคนิคของแพทย์
ขมับเข็มทู่ลดการกระแทกเส้นเลือดขมับ
ปากเข็มแหลมเก็บขอบปากได้แม่นยำกว่า
แก้มส้ม/โหนกแก้มเข็มทู่ปลอดภัยในการป้อนสารเชิงลึก

เทคนิคการเลือกเข็มไม่มีแบบไหน “ดีที่สุด” ตายตัว ขึ้นอยู่กับ ตำแหน่ง, ชนิดฟิลเลอร์, และ ความถนัดของแพทย์ แต่ควรหลีกเลี่ยงการฉีดโดยบุคคลที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ

ฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน

ฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน? ต้องเติมบ่อยไหม

อายุของฟิลเลอร์ไม่ได้เท่ากันในทุกคนหรือทุกตำแหน่ง โดยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยดังนี้:

  • ชนิดของฟิลเลอร์: ฟิลเลอร์ที่มีโมเลกุลใหญ่หรือเนื้อแน่น เช่น PCL หรือ HA รุ่นเนื้อแข็ง มักอยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์เนื้อนิ่ม
  • บริเวณที่ฉีด: บริเวณที่มีการเคลื่อนไหวบ่อย เช่น ริมฝีปากหรือร่องแก้ม มักทำให้ฟิลเลอร์สลายเร็วกว่าบริเวณที่อยู่นิ่ง เช่น ขมับหรือแก้มส้ม
  • พฤติกรรมหลังฉีด: การกดนวดแรง ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือใช้ชีวิตกลางแจ้งโดยไม่ป้องกันแดด อาจทำให้ฟิลเลอร์เสื่อมสภาพเร็วขึ้น
  • ระบบเผาผลาญของแต่ละบุคคล: คนที่ระบบเผาผลาญดี ออกกำลังกายหนัก หรือมีภูมิคุ้มกันไว ฟิลเลอร์อาจสลายเร็วกว่าเฉลี่ย

ต้องเติมบ่อยแค่ไหน?

  • โดยทั่วไป แนะนำ เติมเมื่อฟิลเลอร์เริ่มสลายบางส่วน เพื่อคงผลลัพธ์ให้ดูเป็นธรรมชาติ
  • หากต้องการดูแลต่อเนื่อง ควร เติมทุก 6–12 เดือน แล้วแต่บริเวณและชนิดฟิลเลอร์ที่ใช้
  • แพทย์อาจใช้เทคนิค “Retouch” แบบน้อย ๆ เพื่อให้ผลดูเนียน ไม่เป็นก้อน

จุดที่ฉีดมีผลต่อความคงทน

ตำแหน่งที่ฉีดส่งผลต่อความคงทนของฟิลเลอร์ด้วย เช่น

  • บริเวณที่เคลื่อนไหวบ่อย (ริมฝีปาก, ร่องแก้ม): สลายเร็วกว่า
  • บริเวณนิ่ง (ขมับ, ใต้ตา, คาง): อยู่ได้นานกว่า

ระยะเวลาเฉลี่ยของฟิลเลอร์แต่ละประเภท

  • HA (Hyaluronic Acid) 6–18 เดือน
  • CaHA (Radiesse) 12-18 เดือน
  • PLLA (Sculptra) 18–24 เดือน
  • PCL (Ellansé) 24–36 เดือน

หากต้องการเติมฟิลเลอร์ใหม่ ควรให้แพทย์ประเมินก่อนทุกครั้ง เพราะบางคนอาจยังมีสารเดิมตกค้าง ไม่ควรเติมซ้ำโดยไม่ประเมินชั้นผิว

ฟิลเลอร์เห็นผลเมื่อไหร่?

หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยสำหรับผู้ที่เริ่มต้นฉีดฟิลเลอร์คือ “เห็นผลทันทีเลยไหม?” คำตอบคือ เห็นผลได้ทันทีหลังฉีด ในแง่ของวอลุ่มที่เพิ่มขึ้น แต่ลักษณะผลลัพธ์สุดท้ายจะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตามกระบวนการปรับตัวของผิวและการกระจายตัวของสารฟิลเลอร์ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก

ระยะเวลาการเห็นผลหลังฉีด

ช่วงเวลาสิ่งที่เกิดขึ้น
ทันทีหลังฉีดวอลุ่มเพิ่มขึ้นทันที บางจุดอาจดูบวมเล็กน้อย
1–3 วันแรกอาจมีอาการบวม ช้ำ หรือแดงเล็กน้อย โดยเฉพาะถ้าใช้เข็มแหลม
วันที่ 4–7อาการบวมลดลง ฟิลเลอร์เริ่มเข้าที่มากขึ้น
ครบ 14 วันฟิลเลอร์กระจายตัวสมบูรณ์ ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติที่สุด
หลัง 1 เดือนแพทย์มักนัดติดตามผลและพิจารณาเติมเล็กน้อยถ้าจำเป็น

ไม่ควรประเมินผลทันทีหลังฉีด เพราะช่วงแรกอาจยังมีอาการบวม การเห็นผลที่แท้จริงควรรอหลัง 7–14 วันขึ้นไป

ฟิลเลอร์เจ็บไหม? พักฟื้นนานแค่ไหน?

การฉีดฟิลเลอร์เจ็บหรือไม่? ระดับความรู้สึกเจ็บจากการฉีดฟิลเลอร์ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น จุดที่ฉีด, ประเภทของเข็ม, เทคนิคแพทย์ และการใช้ยาชา โดยทั่วไปบริเวณที่ผิวบางหรือมีเส้นประสาทมาก เช่น ใต้ตา หรือริมฝีปาก จะรู้สึกเจ็บกว่าบริเวณอื่น อย่างไรก็ตาม ฟิลเลอร์รุ่นใหม่ส่วนใหญ่มี Lidocaine (ยาชาเฉพาะที่) ผสมอยู่ในตัว ทำให้รู้สึกเจ็บน้อยลงขณะฉีด และสามารถใช้ยาชาทาก่อนทำเพื่อเพิ่มความสบายได้อีกด้วย

อาการบวม–ช้ำหลังฉีดฟิลเลอร์

การฉีดฟิลเลอร์ถือเป็นหัตถการที่ไม่ต้องพักฟื้น แต่บางรายอาจมีอาการเล็กน้อย เช่น บวม, แดง, หรือช้ำ ซึ่งจะหายไปได้เองภายในไม่กี่วัน

ช่วงเวลาอาการที่พบได้คำแนะนำ
1–3 วันแรกบวม, ช้ำ, รู้สึกตึงประคบเย็นเบา ๆ งดจับหรือกดบริเวณที่ฉีด
4–7 วันอาการค่อย ๆ ดีขึ้นงดแอลกอฮอล์, ออกกำลังหนัก หรือทำเลเซอร์
7 วันขึ้นไปอาการส่วนใหญ่หายสนิทเริ่มเห็นผลที่สมบูรณ์มากขึ้น

หากมีอาการปวด บวมแดงรุนแรง หรือผิวซีดผิดปกติ ควรติดต่อแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรีบดูแล

ฟิลเลอร์ปลอดภัยไหม? มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง

โดยทั่วไป ฟิลเลอร์ที่ได้รับการรับรองจาก อย. และฉีดโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ ถือว่ามีความปลอดภัยสูง แต่เช่นเดียวกับหัตถการทางการแพทย์ทุกชนิด ฟิลเลอร์ก็มีความเสี่ยงที่ควรทราบไว้ก่อนตัดสินใจ ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น:

  • ชนิดของฟิลเลอร์ (ต้องมี อย.)
  • ตำแหน่งที่ฉีด (บางจุดมีเส้นเลือดสำคัญ)
  • เทคนิคการฉีด (เข็มทู่/แหลม, ระดับชั้นผิว)
  • ความเชี่ยวชาญของแพทย์

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น (แบ่งตามระดับ)

ลักษณะอาการอธิบายความรุนแรงแนวทางรับมือ
บวม/ช้ำพบได้ทั่วไป 1–5 วันแรกต่ำประคบเย็น, งดแอลกอฮอล์
ฟิลเลอร์เป็นก้อน/จับตัวแข็งอาจเกิดจากเทคนิคไม่เหมาะสมปานกลางนวดเบา ๆ / แพทย์ประเมินแก้ไข
อักเสบ/ติดเชื้อพบได้น้อย หากไม่รักษาความสะอาดปานกลาง–สูงพบแพทย์ทันที, อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
เส้นเลือดอุดตัน (Vascular Occlusion)ฟิลเลอร์อุดตันหลอดเลือดสูง (ภาวะฉุกเฉิน)ฉีด Hyaluronidase เร่งด่วนภายใน 4 ชั่วโมง

หากรู้สึกเจ็บเฉียบพลัน บวมรุนแรง ผิวซีดผิดปกติ หรือมองเห็นเส้นเลือดชัดเจนกว่าปกติ ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

ฉีดฟิลเลอร์จุดไหนอันตราย: จมูก หน้าผาก ขมับ ควรระวังอะไร

แม้ฟิลเลอร์จะเป็นหัตถการที่ปลอดภัยเมื่อทำโดยแพทย์ แต่มีบางจุดบนใบหน้าที่ถือเป็น “High-Risk Zones” ซึ่งหากฉีดผิดชั้นหรือเข้าเส้นเลือดสำคัญ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น เนื้อตายหรือสูญเสียการมองเห็น

บริเวณความเสี่ยงหลักเส้นเลือดสำคัญในพื้นที่หมายเหตุ
จมูกอุดตันหลอดเลือดจอประสาทตา → ตาบอดAngular, Dorsal nasal arteryจุดเสี่ยงอันดับ 1
หน้าผากอุดตันเส้นเลือด→ผิวหนังตายSupratrochlear, Supraorbital arteryห้ามฉีดลึกหรือแรง
ขมับอุดตันเส้นเลือดขมับ → ปวด/ตายเฉพาะที่Superficial temporal arteryต้องใช้ cannula และวางแนวให้ถูก
ระหว่างคิ้วเข้าเส้นเลือดที่เชื่อมต่อดวงตา → ตาบอดGlabellar arteryต้องหลีกเลี่ยงจุด midline
สันจมูกมีเส้นเลือดเชื่อมต่อเบ้าตา → ตาบอดเฉียบพลันNasal arteryควรใช้เทคนิค low-pressure และเข็มทู่

จุดที่เสี่ยงมากไม่ควรฉีดโดยผู้ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ หรือคลินิกที่ไม่สามารถรับมือกรณีฉุกเฉินได้

วิธีลดความเสี่ยง

  • ใช้ เข็มทู่ (Cannula) แทนเข็มแหลมในจุดเสี่ยง
  • ฉีดใน ชั้นผิวที่ปลอดภัย ตามแนว anatomy
  • ใช้เทคนิค Low Pressure / Slow Injection
  • พร้อมฉีด Hyaluronidase ทันทีในกรณีฉุกเฉิน

ฟิลเลอร์ของแท้ดูยังไง?

การฉีดฟิลเลอร์ด้วยสารที่ไม่ผ่านการรับรอง อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรง เช่น อักเสบเรื้อรัง, เป็นก้อนแข็ง, หรือเกิดเนื้อตาย การตรวจสอบว่า “ฟิลเลอร์เป็นของแท้หรือไม่” จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้ใช้บริการควรรู้ก่อนตัดสินใจ

จุดสังเกตลักษณะของแท้หมายเหตุ
บรรจุภัณฑ์กล่องซีลแน่น มีฉลากภาษาไทยไม่ควรใช้กล่องที่แกะแล้วหรือไม่มีซีล
สติ๊กเกอร์เลข Lotมีทั้งบนกล่องและหลอดฉีดหมายเลขควรตรงกันทุกจุด
ใบ อย. / ฉลากภาษาไทยระบุชื่อผลิตภัณฑ์, รุ่น, ผู้แทนจำหน่ายในไทยต้องตรงตามทะเบียน อย. ปีล่าสุด
QR Code/Barcodeสแกนแล้วขึ้นข้อมูลจริงบนเว็บไซต์แบรนด์/อย.ไม่ควรใช้หาก QR นำไปเว็บปลอม
Serial Numberแพทย์ควรให้ดูหรือถ่ายรูปก่อนฉีดเป็นสิทธิ์ของผู้ใช้บริการ

ถ้าไม่แน่ใจว่าสิ่งที่แพทย์ใช้เป็นของแท้หรือไม่ ขอให้ขอดู “กล่องจริง” และสอบถามข้อมูลการสั่งซื้อจากคลินิกได้โดยตรง

ราคาฟิลเลอร์โดยประมาณ

จุดฉีดฟิลเลอร์ราคาต่อ 1 cc (โดยประมาณ)แบรนด์ที่นิยมใช้
ใต้ตา9,000 – 16,000 บาทBelotero, Juvederm Volbella
ร่องแก้ม7,000 – 14,000 บาทJuvederm, Restylane
คาง8,000 – 15,000 บาทNeuramis, Hyabell
ริมฝีปาก9,000 – 13,000 บาทRestylane Kysse, E.P.T.Q S100
ขมับ/แก้มส้ม9,000 – 18,000 บาทJuvederm Voluma, Restylane Lyft
หน้าผาก10,000 – 18,000 บาทJuvederm Voluma, PCL รุ่นพรีเมียม

ราคาทั้งหมดขึ้นกับจำนวน cc, โปรโมชั่น, และการประเมินโดยแพทย์เฉพาะราย ควรตรวจสอบกับคลินิกโดยตรงก่อนตัดสินใจ

ที่จูอาคลินิก ฟิลเลอร์ ราคาเท่าไหร่

ขั้นตอนฉีดฟิลเลอร์ + วิธีเตรียมตัวก่อนและหลังอย่างถูกต้อง

การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์

7 วันก่อนฉีด

  • งดอาหารเสริม: วิตามิน E, น้ำมันปลา, แปะก๊วย, โสม, ขมิ้นชัน
  • งดยาแก้อักเสบ NSAIDs: Ibuprofen, Diclofenac (หากไม่จำเป็น)
  • งดแอลกอฮอล์และบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงหัตถการหน้าที่รุนแรง เช่น RF, HIFU

24 ชั่วโมงก่อนฉีด

  • พักผ่อนอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมง
  • ดื่มน้ำเพิ่มประมาณ 20–30%
  • งดคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา
  • งดแต่งหน้า และงดใช้สกินแคร์ที่มีกรดผลไม้หรือวิตามิน A

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ (Step-by-Step)

ลำดับขั้นตอนรายละเอียด
1. ปรึกษาแพทย์วิเคราะห์รูปหน้า ปัญหา จุดที่เหมาะกับการฉีดอธิบายชนิดฟิลเลอร์ที่เหมาะสม พร้อมแผนการรักษา
2. ถ่ายภาพก่อนทำเพื่อใช้เปรียบเทียบผลลัพธ์หลังทำอาจใช้กล้อง 3 มิติในคลินิกเฉพาะ
3. ทำความสะอาดใบหน้าเช็ดเครื่องสำอาง/สิ่งสกปรกลดความเสี่ยงการติดเชื้อ
4. ทายาชา/ฉีดยาชา (ถ้ามี)เพิ่มความสบายขณะทำหัตถการใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที
5. ฉีดฟิลเลอร์แพทย์ฉีดตามตำแหน่งที่วางแผนไว้ใช้เวลาเฉลี่ย 15–30 นาที/จุด
6. ตรวจเช็ค/ปรับทรงแพทย์ประเมินผลลัพธ์ และเก็บรายละเอียดเพิ่มเติมบางเคสอาจเติมเล็กน้อยให้สมดุล
7. ให้คำแนะนำหลังทำรวมทั้งนัดหมายติดตามผลแนะนำการดูแลตัวเอง และแจ้งอาการที่ควรสังเกต

สามารถกลับบ้านได้ทันทีหลังทำ โดยไม่ต้องพักฟื้น

การดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์

ภายใน 24 ชั่วโมงแรก

  • ห้ามกด/นวด/จับจุดที่ฉีด
  • งดดื่มแอลกอฮอล์
  • งดอาหารรสจัด เค็มจัด
  • นอนหัวสูงเล็กน้อย (2 หมอน)
  • หลีกเลี่ยงน้ำอุ่นจัด/อบซาวน่า

การดูแลผิวหลัง 48 ชม.

  • ใช้สกินแคร์ที่อ่อนโยน ไม่มี BHA/AHA
  • งดขัดหน้า/สครับ
  • หมั่นสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ปวดรุนแรง บวมมาก ผิวเปลี่ยนสี

อาการผิดปกติ เช่น ปวดรุนแรง บวมมาก ควรพบแพทย์ทันที

วันที่ 2–7

  • งดโดนแดดจัด และควรใช้ร่ม/หมวก
  • งดออกกำลังกายหนัก
  • งดนวดหน้า เลเซอร์ ซาวน่า
  • แต่งหน้าเบา ๆ ด้วยผลิตภัณฑ์ non-comedogenic
  • ใช้เจลว่านหางจระเข้ หรือเจลลดบวม (ถ้าแพทย์แนะนำ)

ฟิลเลอร์สลายเองได้ไหม? ต้องฉีดสลายเมื่อไร?

ฟิลเลอร์ส่วนใหญ่ที่ใช้ในคลินิกความงามคือ HA (Hyaluronic Acid) ซึ่งเป็นสารที่สามารถ “สลายเองได้ตามธรรมชาติ” โดยร่างกายจะค่อย ๆ ย่อยสลายผ่านเอนไซม์ Hyaluronidase ภายในระยะเวลา 6–18 เดือน ขึ้นกับรุ่นที่ใช้ ตำแหน่งที่ฉีด และการดูแลหลังทำ ฟิลเลอร์ประเภทอื่น เช่น PCL หรือ PDLLA ก็สามารถสลายได้ แต่ใช้เวลานานกว่า และไม่สามารถฉีดละลายได้ทันทีเหมือน HA

เมื่อไรควรฉีดสลายฟิลเลอร์?

ในกรณีที่เกิดปัญหา หรือผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามต้องการ แพทย์อาจพิจารณา ฉีดสาร Hyaluronidase เพื่อสลายฟิลเลอร์ออกทันที โดยเฉพาะกรณีดังนี้:

  • ฟิลเลอร์เป็นก้อน แข็ง หรือคลำได้
  • ฟิลเลอร์ไหล เคลื่อนผิดตำแหน่ง
  • ฉีดแล้วรูปหน้าไม่สมดุล
  • เกิดอาการผิดปกติ เช่น บวมแดงมาก หรือเส้นเลือดอุดตัน

การฉีดสลายควรทำโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์เท่านั้น เพราะ Hyaluronidase อาจมีผลต่อเนื้อเยื่ออื่นรอบข้าง

สลายแล้วฉีดใหม่ได้ไหม?

  • สามารถฉีดใหม่ได้ภายหลังจาก พักผิวประมาณ 2–4 สัปดาห์ ขึ้นกับอาการ
  • แพทย์จะประเมินโครงสร้างผิวและความพร้อมก่อนเริ่มฉีดครั้งใหม่
jooa_clinic_bangna-branch-1

ฟิลเลอร์กับหัตถการอื่น ทำร่วมกันได้ไหม?

หลายคนสงสัยว่าหลังจากฉีดฟิลเลอร์แล้ว จะสามารถทำหัตถการอื่น ๆ ได้หรือไม่ เช่น โบท็อกซ์ เลเซอร์ HIFU Thermage ฯลฯ คำตอบคือ สามารถทำได้ แต่ควรมีลำดับเวลาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลลัพธ์ของฟิลเลอร์

หัตถการที่ร่วมทำได้เมื่อไหร่หลังฉีดฟิลเลอร์หมายเหตุเพิ่มเติม
โบท็อกซ์ทำได้ในวันเดียวกันหรือก่อน–หลังไม่เกิน 1 สัปดาห์มักฉีดโบท็อกซ์ก่อนแล้วค่อยฟิลเลอร์
HIFU / Thermageควรเว้น 2–4 สัปดาห์หลังฟิลเลอร์เพราะเป็นคลื่นพลังงานที่อาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อน
เลเซอร์ (เช่น IPL, Fractional)เว้นอย่างน้อย 7–14 วันโดยเฉพาะเลเซอร์ที่มีความร้อนสูง
RF (Radiofrequency)ควรเว้นอย่างน้อย 14 วันหลีกเลี่ยงร้อนแรงกระทบตำแหน่งฟิลเลอร์
เมโสหน้าใส/ฉีดผิวทำได้หลังจาก 3–7 วันหลีกเลี่ยงฉีดใกล้ตำแหน่งฟิลเลอร์
ร้อยไหมแนะนำเว้น 1–2 สัปดาห์ก่อนหรือหลังขึ้นกับตำแหน่งร้อยไหมเทียบกับจุดฉีดฟิลเลอร์

ข้อควรระวังเมื่อต้องการทำหลายหัตถการ

  • ควรให้แพทย์วางแผนล่วงหน้า เพื่อจัดลำดับการทำอย่างเหมาะสม
  • ไม่ควร “ฉีดหลายอย่างพร้อมกัน” โดยไม่มีการประเมินร่วมอย่างรอบคอบ
  • หากเพิ่งฉีดฟิลเลอร์มา ไม่ควรทำหัตถการที่ใช้ความร้อนสูงในบริเวณเดียวกันทันที
jooa_clinic_bangna-branch-1

ฉีดฟิลเลอร์ผิดพลาด แก้ไขยังไง?

แม้ฟิลเลอร์จะเป็นหัตถการที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัย หากทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่ก็ยังมีโอกาสเกิดปัญหาได้ โดยเฉพาะหากฉีดในคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือใช้สารที่ไม่ได้รับการรับรอง ปัญหาที่พบได้บ่อย เช่น:

  • ฟิลเลอร์เป็นก้อน/ไม่เรียบเนียน
  • ฉีดแล้วไม่เท่ากัน หน้าผิดรูป
  • ฟิลเลอร์ไหล/เคลื่อนที่
  • มีอาการบวมแดงนานผิดปกติ
  • อุดตันเส้นเลือด (Vascular Occlusion) ซึ่งอาจทำให้เนื้อตายหรือเสี่ยงตาบอด

วิธีแก้ไขเมื่อเกิดปัญหา

ปัญหาแนวทางแก้ไข
เป็นก้อน ไม่เรียบสลายบางส่วนด้วย Hyaluronidase แล้วปรับรูปใหม่
ไหล เคลื่อนผิดตำแหน่งประเมินใหม่ และอาจสลายบางส่วนก่อนฉีดซ้ำ
ไม่เท่ากัน / หน้าผิดรูปเติมบางจุดให้สมดุล หรือปรับด้วยหัตถการร่วม
อักเสบ/ติดเชื้อให้ยาฆ่าเชื้อ + ประเมินว่าต้องสลายฟิลเลอร์หรือไม่
เส้นเลือดอุดตัน (ฉุกเฉิน)ฉีด Hyaluronidase ทันที + ประคบอุ่น + ส่งโรงพยาบาล

ควรไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดมาก ผิวซีดลง มีผื่นจ้ำเลือด หรือตาพร่าทันทีหลังฉีด

บทสรุป

ฟิลเลอร์เป็นหัตถการที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการฟื้นฟูผิวหน้า เติมเต็มส่วนที่ขาดหาย ให้ใบหน้าดูสดใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องผ่าตัด ผลลัพธ์เห็นชัดทันทีหลังทำ และหากทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ ใช้ฟิลเลอร์แท้ที่ผ่าน อย. จะมีความปลอดภัยสูง

หากคุณมีปัญหาใต้ตาลึก ร่องแก้มชัด หรืออยากเสริมคางให้ได้รูปอย่างละมุน ฟิลเลอร์อาจเป็นทางเลือกที่ใช่สำหรับคุณ แนะนำให้เริ่มต้นจากการ ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินใบหน้า เลือกจุดฉีดและยี่ห้อที่เหมาะกับโครงสร้างเฉพาะของคุณ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฟิลเลอร์ (Filler FAQ)

jooa_clinic_bangna-branch-1

ฟิลเลอร์คืออะไร แตกต่างจากโบท็อกซ์ยังไง?

  • ฟิลเลอร์ = ใช้เติมเต็มร่องลึก แก้ปัญหาผิวขาดมิติ เช่น ใต้ตาลึก ร่องแก้ม แก้มตอบ
  • โบท็อกซ์ = ใช้ลดการทำงานของกล้ามเนื้อ ลดริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้า เช่น หน้าผาก หางตา

ฉีดฟิลเลอร์เจ็บไหม?

  • ส่วนใหญ่เจ็บเพียงเล็กน้อยเหมือน “มดกัด” เพราะมีการใช้ยาชาช่วยก่อนฉีด และในตัวฟิลเลอร์รุ่นใหม่หลายรุ่นก็ผสมยาชาอยู่แล้ว
  • หากใช้เข็มทู่ (Cannula) แทนเข็มแหลม จะช่วยลดความรู้สึกเจ็บและลดรอยช้ำได้มาก

ฟิลเลอร์อันตรายไหม?

  • ถ้าฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ และใช้ฟิลเลอร์แท้ที่ผ่าน อย. ไทย จะมีความปลอดภัยสูง
  • อันตรายส่วนใหญ่เกิดจากการฉีดโดยผู้ไม่มีใบอนุญาต หรือใช้สารที่ไม่ผ่านการรับรอง เช่น ซิลิโคนเหลว

ฟิลเลอร์แท้ต้องดูยังไง?

  • กล่องมีเลข อย. ตรงกับชื่อฟิลเลอร์
  • มีสติกเกอร์ภาษาไทย + ฉลากภาษาอังกฤษจากบริษัทผู้นำเข้า
  • มี “Lot Number” + วันผลิต–หมดอายุชัดเจน
  • ก่อนฉีดควรขอให้แพทย์ แกะกล่องต่อหน้า และเก็บกล่องไว้ดูหลังทำ

ฟิลเลอร์ใต้ตา ทำไมแพงกว่าจุดอื่น?

  • บริเวณใต้ตาเป็นจุดที่มีความเสี่ยงสูง ต้องใช้เทคนิคละเอียด และแพทย์ต้องแม่นยำมาก
  • ฟิลเลอร์ที่ใช้ต้องเป็นรุ่นเนื้อนิ่มพิเศษที่ไม่ฟู ไม่บวมน้ำ เช่น Belotero Balance, Juvederm Volbella
  • การใช้เครื่อง Ultrasound ช่วยวางแผน/ตรวจจุดเส้นเลือดก็เป็นอีกค่าใช้จ่ายที่รวมในราคา

ต้องพักฟื้นไหม? ฉีดแล้วออกงานได้เลยหรือเปล่า?

  • ฟิลเลอร์เป็นหัตถการ “ไม่ต้องพักฟื้น” สามารถกลับบ้านหรือไปทำงานต่อได้ทันที
  • อาจมีบวม/แดงเล็กน้อยประมาณ 1–3 วัน แล้วค่อย ๆ ยุบลงเอง
  • แนะนำเว้นแต่งหน้าประมาณ 24 ชั่วโมงแรก และหลีกเลี่ยงแดดจัด, การกด/นวดบริเวณที่ฉีด

ฟิลเลอร์เหมาะกับใคร

ฟิลเลอร์เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเหล่านี้:

  • ใต้ตาลึก หน้าดูโทรม เหมือนคนพักผ่อนไม่พอ
  • ร่องแก้ม ร่องมุมปากลึก ทำให้หน้าดูเศร้า
  • แก้มตอบ ขมับยุบ หน้าดูไม่สดใส
  • คางสั้น ขาดความสมดุลของใบหน้า
  • อยากปรับรูปหน้าให้ดูละมุน แต่ไม่อยากผ่าตัด

ฟิลเลอร์ยังเหมาะกับคนที่ต้องการ “ดูดีขึ้นแบบไม่เปลี่ยนตัวตน” และชอบผลลัพธ์ที่เห็นชัด แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติ

ฟิลเลอร์เหมาะกับใคร ควรเริ่มตรงไหน?

ฟิลเลอร์เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเหล่านี้:

  • ใต้ตาลึก หน้าดูโทรม เหมือนคนพักผ่อนไม่พอ
  • ร่องแก้ม ร่องมุมปากลึก ทำให้หน้าดูเศร้า
  • แก้มตอบ ขมับยุบ หน้าดูไม่สดใส
  • คางสั้น ขาดความสมดุลของใบหน้า
  • อยากปรับรูปหน้าให้ดูละมุน แต่ไม่อยากผ่าตัด

ฟิลเลอร์ยังเหมาะกับคนที่ต้องการ “ดูดีขึ้นแบบไม่เปลี่ยนตัวตน” และชอบผลลัพธ์ที่เห็นชัด แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติ