โปรแกรมฉีดโบ ดียังไง ราคา แบรนด์ไหนดี รีวิวเปรียบเทียบ 2025

เมื่อพูดถึงหัตถการที่ช่วยปรับรูปหน้าและลดเลือนริ้วรอยโดยไม่ต้องผ่าตัด “การฉีดโบ” ยังคงเป็นทางเลือกยอดนิยมในคลินิกความงามเสมอมา ไม่ว่าจะต้องการลดกราม หน้าผากเรียบ ตีนกาดูจาง หรือปรับมุมปากให้ละมุนขึ้น การฉีดโบสามารถตอบโจทย์ได้หลากหลายและเห็นผลในเวลาอันรวดเร็ว

แต่ในปี 2025 นี้ การเลือก “แบรนด์โบที่เหมาะกับตนเอง” รวมถึง “การตรวจสอบโบแท้” และ “เข้าใจความคาดหวังที่เหมาะสม” กลายเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าที่เคย

ถ้าคุณกำลังถามว่า “ฉีดโบราคาเท่าไหร่” “ยี่ห้อไหนดี?” หรือ “ทำไมบางคนฉีดโบแล้วไม่เห็นผล” ในบทความนี้จะพาคุณไปรู้จักทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการฉีดโบ: ตั้งแต่หลักการทำงาน ยี่ห้อยอดนิยม ราคา โปรโมชัน ไปจนถึงข้อควรระวังและผลข้างเคียง พร้อมรีวิวจากผู้ใช้จริงและคำตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

รวมหัวข้อ โปรแกรมฉีดโบ 2025

ฉีดโบคืออะไร?

การ “ฉีดโบ” เป็นคำที่คนทั่วไปใช้เรียกการฉีดสาร Botulinum Toxin A เข้าสู่กล้ามเนื้อเพื่อคลายการทำงานของกล้ามเนื้อชั่วคราว จุดประสงค์หลักคือเพื่อปรับรูปหน้า ลดริ้วรอย หรือแม้กระทั่งปรับกล้ามเนื้อกรามให้หน้าเรียวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

แม้คำว่า “โบ” จะดูไม่เป็นทางการ แต่เป็นคำที่ใช้แพร่หลายในกลุ่มลูกค้าคลินิกความงาม หมายถึงการใช้สารจากแบรนด์ต่าง ๆ เช่น AllerganNeuronoxNabota, MBTOXXeomin ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็น Botulinum Toxin A ที่มีความบริสุทธิ์และผ่านการควบคุมความปลอดภัย

กลไกการทำงานของโบ

Botulinum Toxin A จะทำงานโดยไปยับยั้งการส่งสัญญาณจากเส้นประสาทไปยังกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นผ่อนคลายชั่วคราว จึงช่วยลดเลือนริ้วรอยจากการขยับกล้ามเนื้อ เช่น รอยขมวดคิ้ว หน้าผาก หรือหางตา ในกรณีที่ใช้เพื่อ “ลดกราม” หรือ “หน้าเรียว” ยาจะออกฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อ masseter ที่ใช้งานมากเกินไป ทำให้ขนาดกล้ามเนื้อเล็กลง ส่งผลให้รูปหน้าเรียวลงโดยไม่ต้องผ่าตัด

ฉีดโบช่วยอะไรได้บ้าง? เหมาะกับใคร

การฉีดโบไม่ได้จำกัดแค่เรื่อง “ความสวยความงาม” เท่านั้น แต่มีจุดประสงค์เฉพาะทางที่หลากหลาย ทั้งด้านเสริมบุคลิกภาพและการรักษาในบางกรณีทางการแพทย์ เช่น

เพื่อความงาม (Cosmetic)

  • ลดเลือนริ้วรอยบนใบหน้า เช่น รอยย่นหน้าผาก, หว่างคิ้ว, หางตา
  • ปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้น โดยลดการทำงานของกล้ามเนื้อกราม (masseter)
  • ยกหางคิ้ว หรือหางตาโดยไม่ต้องผ่าตัด
  • ปรับทรงคิ้ว ปรับรอยยิ้มไม่เท่ากัน
  • ลดปีกจมูกที่ขยายเวลากลั้นหายใจหรือยิ้ม
  • ลดขนาดน่อง แขน หรือไหล่ ให้ดูเรียวขึ้น (off-label ใช้ในบางกรณี)

เพื่อการแพทย์ (Medical Use – ที่ถูกต้องตาม อย.)

  • รักษาภาวะกล้ามเนื้อกระตุกเฉพาะจุด เช่น รอบดวงตา (blepharospasm)
  • ลดเหงื่อออกมากผิดปกติ เช่น รักแร้ (hyperhidrosis)
  • บรรเทาไมเกรนเรื้อรัง
  • แก้ไขกล้ามเนื้อกรามที่ทำงานมากเกินไป (Bruxism)
  • ช่วยปรับสมดุลใบหน้าหลังอัมพฤกษ์บางราย (ในบริบททางคลินิกแพทย์)

กลุ่มคนที่เหมาะกับการฉีดโบ

  1. ผู้ที่มีริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า เช่น คนที่ชอบย่นหน้าผาก ยิ้มบ่อย หรือขมวดคิ้วจนเกิดรอยลึก แม้อายุยังน้อย ริ้วรอยเหล่านี้สามารถป้องกันได้ด้วยโบท็อกซ์ก่อนที่จะฝังลึกถาวร
  2. ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าแบบไม่ผ่าตัด ฉีดโบลดกราม เหมาะกับผู้ที่มีกล้ามเนื้อกรามเด่น หรือหน้าเหลี่ยมจากโครงหน้า + มวลกล้ามเนื้อ ร่วมด้วย
  3. ผู้ที่ต้องการยกกระชับบางส่วน เช่น ยกคิ้ว ยกหางตา ยกมุมปาก แบบ non-surgical หรือเป็นการเสริมผลลัพธ์ของหัตถการอื่น
  4. ผู้ที่มีปัญหาทางการแพทย์ร่วม เช่น คนที่มีปัญหาปวดกรามจากการนอนกัดฟัน, เหงื่อออกมากผิดปกติ หรือกล้ามเนื้อกระตุกเฉพาะจุด
  5. กลุ่ม First Jobber – Early Aging วัย 25+ ที่เริ่มมีริ้วรอยตื้น ๆ หรือเริ่มรู้สึกว่าหน้าล้าจากความเครียดหรือการใช้กล้ามเนื้อบ่อย ๆ เป็นกลุ่มที่เริ่มต้นได้ดี

ข้อควรระวัง: ใครที่ "ไม่ควร" ฉีดโบ

  • หญิงตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีภาวะแพ้โปรตีนจากแบคทีเรีย Clostridium botulinum
  • ผู้ที่มีโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia Gravis) หรือใช้ยาที่มีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ
  • คนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือยังมีใบหน้าที่เติบโตไม่สมบูรณ์ (เว้นแต่เหตุผลทางแพทย์)

ฉีดโบครั้งแรก ต้องรู้อะไรบ้าง?

ผู้ที่สนใจ “ฉีดโบครั้งแรก” มักมีคำถามหรือความกังวลหลายด้าน ตั้งแต่เรื่องความปลอดภัย ยี่ห้อที่ใช้ ไปจนถึงการเตรียมตัวก่อนฉีด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ด้านหัตถการทางความงามมาก่อน แม้โบจะเป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมสูง แต่การตัดสินใจทำโดยไม่ศึกษาข้อมูลให้เพียงพออาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ตรงกับความคาดหวัง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนโดยไม่จำเป็น

jooa_clinic_bangna-branch-1

เช็กลิสต์สิ่งที่ควรรู้ก่อนฉีดโบครั้งแรก

หัวข้อสิ่งที่ควรรู้
1. เลือกคลินิกและแพทย์ควรเลือกคลินิกที่จดทะเบียนถูกต้อง มีเลขใบอนุญาตแสดงชัดเจน และแพทย์ต้องเป็นผู้มีใบประกอบโรคศิลป์
2. เลือกยี่ห้อให้เหมาะกับปัญหายี่ห้อที่ต่างกันอาจเหมาะกับจุดหรือวัตถุประสงค์ต่างกัน เช่น Nabota สำหรับลดกราม, Xeomin สำหรับผู้แพ้ง่าย ฯลฯ
3. ไม่ควรเลือกเพราะราคาถูกอย่างเดียวราคาต่ำผิดปกติอาจเสี่ยงของปลอมหรือหมอเถื่อน ควรสอบถามยี่ห้อที่ใช้ และขอดูขวดจริงก่อนฉีด
4. เตรียมตัวก่อนฉีดงดวิตามิน E, น้ำมันปลา, ยาละลายลิ่มเลือด อย่างน้อย 3-7 วันก่อนทำ เพื่อป้องกันรอยช้ำ
5. ตั้งเป้าหมายให้ชัดควรปรึกษาแพทย์ว่าต้องการลดตรงไหน ผลลัพธ์ที่ต้องการเป็นแบบใด เพื่อให้แพทย์วางแผนปริมาณยูนิตและตำแหน่งได้เหมาะสม
6. อย่าคาดหวังผลทันทีผลของโบจะเริ่มเห็นชัดหลังฉีดประมาณ 3-7 วัน และเห็นผลเต็มที่ใน 14 วัน ไม่ควรประเมินเร็วเกินไป

คำถามยอดฮิตจากมือใหม่

  • เจ็บไหม?: ส่วนใหญ่รู้สึกเหมือนโดนจิ้มเบา ๆ หรือเจ็บน้อยกว่าฉีดวัคซีน แพทย์บางท่านใช้ยาชาหรือประคบเย็นช่วยก่อนฉีด
  • โบแท้ดูยังไง?: ต้องมี Lot No., วันหมดอายุ, ฉลากภาษาไทย และระบุชื่อคลินิกที่ได้รับอนุญาตชัดเจน
  • กลัวหน้าแข็ง/โป๊ะ ทำยังไงให้ดูธรรมชาติ?: บอกหมอถึงความกังวลตั้งแต่แรก และเลือกฉีดกับผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ปรับกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสม

ยี่ห้อโบที่นิยมในไทย มีอะไรบ้าง? ต่างกันยังไง

แม้สารที่ใช้ในการ “ฉีดโบ” จะเป็น Botulinum Toxin A เหมือนกัน แต่ยี่ห้อที่แตกต่างกันอาจมี ความบริสุทธิ์, ระดับการกระจายตัว, ความคงตัว, และ ขนาดโมเลกุล ที่ไม่เหมือนกัน ส่งผลต่อผลลัพธ์ ความแม่นยำในการฉีด และความเหมาะสมกับแต่ละบริเวณ

การเลือกแบรนด์ที่เหมาะสมจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อ “ความธรรมชาติ” และ “ความคงทน” ของผลลัพธ์ที่ได้

เปรียบเทียบยี่ห้อโบยอดนิยมในไทย

แบรนด์ ประเทศ จุดเด่น ความคงตัว กระจายตัว ผ่าน อย. ไทย
Allergan สหรัฐฯ ต้นตำรับ, ผลลัพธ์แม่นยำ สูง ต่ำ (แม่นยำเฉพาะจุด)
Nabota เกาหลีใต้ ราคาย่อมเยา, นิยมลดกราม สูง ต่ำ-ปานกลาง
Xeomin เยอรมนี บริสุทธิ์สูง, ไม่มีสารโปรตีนแฝง กลาง ต่ำ
Dysport อังกฤษ เหมาะกับพื้นที่กว้าง เช่น หน้าผาก กลาง กระจายกว้าง
Hugel / Botulax เกาหลีใต้ ราคาถูก, นิยมใช้ในโปรฯ ต่ำถึงกลาง กระจายเร็ว ❌ หรือมีบางล็อตไม่ผ่าน
jooa_clinic_bangna-branch-1

วิธีเลือกยี่ห้อให้เหมาะกับจุดที่ฉีด

บริเวณควรเลือกแบรนด์เหตุผล
หน้าผาก, หว่างคิ้ว, ตีนกาAllergan, Xeomin, Dysportต้องการความแม่นยำและความเป็นธรรมชาติ
กราม / กรอบหน้าNabota, Allerganลดขนาดกล้ามเนื้อ masseter อย่างตรงจุด
คอ / ลิฟติ้ง / แก้มล่างXeomin, Dysportเน้นความกระจายตัวพอดี
เหงื่อรักแร้Dysportกระจายทั่วต่อมเหงื่อได้ดี

ความต่างด้านความบริสุทธิ์และผลข้างเคียง

  • Xeomin เป็นแบรนด์ที่ไม่มีสารโปรตีนแฝง (complexing protein) ทำให้ลดโอกาสการดื้อยาในระยะยาว
  • Allergan มีงานวิจัยรับรองระยะยาว และถือว่า “แม่นยำ-คงตัว” มากที่สุดในจุดเล็ก ๆ
  • Dysport กระจายตัวได้กว้าง จึงอาจไม่เหมาะกับการฉีดในจุดเล็ก ๆ ที่ต้องการความเป๊ะ
  • แบรนด์ราคาประหยัดบางชนิด (เช่น Botulax) แม้มีราคาต่ำ แต่ยังมีความกังขาเรื่องมาตรฐานล็อตสินค้าและการนำเข้าในไทย

ฉีดโบจุดไหนได้บ้าง? แต่ละจุดใช้กี่ยูนิต

การฉีดโบสามารถทำได้หลายจุด โดยจุดที่นิยมมากที่สุดจะขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคล เช่น ริ้วรอยบนใบหน้า, กล้ามเนื้อกรามเด่น, หรือแม้กระทั่งเหงื่อออกมากผิดปกติ ต่อไปนี้คือตัวอย่างจุดฉีดยอดนิยมที่แพทย์ความงามใช้เป็นแนวทางในปัจจุบัน

ตารางจุดฉีดโบ + ปริมาณยูนิตโดยประมาณ

บริเวณที่ฉีดปริมาณ (ยูนิตโดยประมาณ)จุดประสงค์
หน้าผาก (Forehead lines)10–20 ยูนิตลดริ้วรอยย่นแนวนอน
ระหว่างคิ้ว (Glabella)10–25 ยูนิตลดรอยขมวดคิ้ว
หางตา (Crow’s feet)5–15 ยูนิต/ข้างลดรอยตีนกาเวลายิ้ม
กราม (Masseter)25–50 ยูนิต/ข้างลดกราม ปรับหน้าเรียว
คาง (Chin dimple)4–8 ยูนิตลดคางบุ๋ม คางย่น
ริมฝีปากบน (Lip flip)4–6 ยูนิตปรับยิ้มให้ดูละมุน
จมูก (Bunny lines)5–10 ยูนิตลดรอยย่นข้างจมูก
ลิฟติ้งหน้า (Jawline / Nefertiti lift)20–40 ยูนิตยกกระชับกรอบหน้า
คอ (Neck bands)20–40 ยูนิตลดแนวเส้นคอแนวตั้ง
รักแร้ (Hyperhidrosis)50 ยูนิต/ข้างลดเหงื่อออกมากผิดปกติ
หัวคิ้วตก / ยกคิ้ว4–6 ยูนิตช่วยเปิดตาและยกหางคิ้ว

ปริมาณยูนิตอาจแตกต่างตามยี่ห้อ, ขนาดกล้ามเนื้อ, หรือประสบการณ์ของแพทย์ผู้ฉีด

หลักการวางแผนจุดฉีดโดยแพทย์

  • แพทย์จะพิจารณาทั้ง “สรีระกล้ามเนื้อจริง” และ “ความคาดหวังของคนไข้”
  • ใช้เทคนิค “Layering Injection” เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อบางจุดถูกยับยั้งเกินไป
  • อาจแบ่งฉีดเป็นรอบ (Dose Adjustment) กรณีต้องการผลลัพธ์ละเอียดและไม่แข็งโป๊ะ

จุดที่ควรระวัง / หลีกเลี่ยงการฉีดโบ

  • จุดที่กล้ามเนื้อซับซ้อน เช่น ใต้ตา, รอบปาก ควรทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง
  • กลุ่มคนที่มีความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อใบหน้าโดยกำเนิด อาจต้องประเมินอย่างละเอียดก่อนฉีด

อายุเท่าไหร่ถึงควรเริ่มฉีดโบ?

โบไม่ใช่แค่สำหรับคนมีริ้วรอยลึก หลายคนมักเข้าใจว่า “ฉีดโบ” เหมาะสำหรับคนที่มีริ้วรอยชัดเจนหรืออายุมากแล้วเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง โบเป็นหนึ่งในหัตถการที่มีบทบาทในการ ป้องกันริ้วรอย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะหากเริ่มในช่วงเวลาที่เหมาะสม

แนวโน้มการเริ่มฉีดโบตามช่วงอายุ

ช่วงอายุเหมาะกับการฉีดโบหรือไม่จุดประสงค์หลัก
20–25 ปี✅ เฉพาะบางกรณีป้องกันริ้วรอยตื้น, ลดเหงื่อ, ลดกรามจากการนอนกัดฟัน
25–30 ปี✅ เหมาะมากเริ่มมีริ้วรอยจากสีหน้า, เครียด, ทำงานหน้าคอม ฯลฯ
30–40 ปี✅ แนะนำริ้วรอยเริ่มลึก, กรอบหน้าเริ่มหย่อน, ปรับรูปหน้าโดยไม่ผ่าตัด
40 ปีขึ้นไป✅ ขึ้นอยู่กับสภาพผิวลดรอยลึก, ร่วมกับหัตถการอื่น เช่น Filler, HIFU

“Preventative Botox” คือการฉีดโบก่อนที่รอยจะฝังลึกถาวร ซึ่งเป็นเทรนด์ที่แพร่หลายในกลุ่มอายุ 25–35 ปี โดยเฉพาะในต่างประเทศ

ปัจจัยร่วมที่สำคัญกว่าตัวเลขอายุ

  1. การแสดงสีหน้าบ่อยเกินไป – เช่น ชอบขมวดคิ้ว ย่นหน้าผาก หัวเราะแรง
  2. โครงหน้ามีกล้ามเนื้อบางกลุ่มเด่นเกินไป – เช่น กล้ามกรามใหญ่โดยธรรมชาติ
  3. เริ่มเห็นริ้วรอยแม้ไม่ได้แสดงสีหน้า – แสดงว่าเส้นเริ่ม “ฝังลึก”
  4. หน้าดูเหนื่อย โทรม แม้พักผ่อนเพียงพอ – เป็นสัญญาณว่าริ้วรอยสะสมเริ่มส่งผลต่อภาพรวม

ข้อแนะนำก่อนตัดสินใจเริ่มฉีดโบ

  • ไม่ต้องรอให้มีริ้วรอยลึกก่อนจึงค่อยเริ่ม
  • ปรึกษาแพทย์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะกล้ามเนื้อ สีหน้า และรูปหน้าเฉพาะบุคคล
  • ปรับปริมาณยูนิตให้น้อยที่สุดในครั้งแรก เพื่อดูผลตอบสนอง

ฉีดโบสำหรับผู้ชาย แตกต่างจากผู้หญิงยังไง?

แม้โบจะถูกมองว่าเป็นหัตถการยอดนิยมในกลุ่มผู้หญิง แต่ผู้ชายยุคใหม่ก็หันมา “ฉีดโบ” มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีจุดประสงค์แตกต่างจากผู้หญิงหลายประการ เช่น

  • ปรับบุคลิกให้ดูมั่นใจขึ้นโดยไม่เปลี่ยนโครงหน้าชัดเจน
  • ลดริ้วรอยเฉพาะจุดเพื่อให้หน้าดูสะอาด สุขภาพดี
  • ลดกรามที่เด่นเกินไป โดยยังคงความ masculine (ลักษณะความเป็นชาย)
  • บรรเทาอาการนอนกัดฟัน หรือกรามล้าในคนทำงานหนัก

ความต่างทางกายภาพที่แพทย์ต้องคำนึง

ปัจจัยผู้ชายผู้หญิง
มวลกล้ามเนื้อใบหน้ามากกว่าน้อยกว่า
ความหนาของผิวหนังหนากว่าบางกว่า
ความคาดหวังผลลัพธ์ต้องการดูดีแบบ “ไม่โป๊ะ”เน้นใบหน้าอ่อนโยน เรียวขึ้น
โครงหน้าโดยธรรมชาติกว้าง, เหลี่ยมวีเชป, เรียว
การตอบสนองต่อยูนิตต้องการยูนิตมากกว่าปริมาณน้อยกว่าได้ผล

แพทย์จึงต้องวางแผนตำแหน่งการฉีดและปริมาณยูนิตต่างจากผู้หญิง เพื่อไม่ให้หน้าผู้ชายดูหวาน หรือเปลี่ยนเอกลักษณ์เกินไป

จุดฉีดโบที่ผู้ชายนิยม

  1. หน้าผาก และระหว่างคิ้ว – ลดรอยเครียด ดูสุขภาพดีขึ้น
  2. กราม / Masseter – ลดความล้ากรามจากนอนกัดฟัน หรือทำให้หน้าไม่ดูแข็งเกินไป
  3. จุดลิฟต์ใบหน้าเล็กน้อย – เพื่อสร้างความสดชื่น แต่ไม่เปลี่ยนรูปหน้า
  4. รักแร้ / เหงื่อ – ใช้โบรักษาเหงื่อออกมากผิดปกติ

ปัจจัยที่ทำให้ผู้ชายลังเลจะฉีดโบ

  • กลัวหน้าเปลี่ยนจนดู “หล่อหวาน” หรือไม่แมน
  • กลัวคนรู้ว่า “ทำอะไรกับหน้ามา”
  • ยังเข้าใจว่าโบเป็นของผู้หญิงเท่านั้น
  • กลัวเจ็บหรือผลข้างเคียง

คลินิกที่เข้าใจพฤติกรรมและโครงหน้าผู้ชายจึงสามารถวางแผนให้ดูดีแบบ “เหมือนไม่ได้ทำ” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ชายส่วนใหญ่ต้องการ

ราคาโดยประมาณของการฉีดโบในปี 2025

ปัจจัยที่มีผลต่อราคาฉีดโบ ราคาฉีดโบในแต่ละคลินิกอาจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้:

  • ยี่ห้อโบ ที่เลือกใช้ (เช่น Allergan ราคาสูงกว่า Neuronox)
  • ปริมาณยูนิต ที่ใช้ในแต่ละบริเวณ
  • ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของแพทย์
  • โปรโมชันหรือแพ็กเกจพิเศษ ที่คลินิกจัดช่วงเวลาต่าง ๆ
  • บริการเสริม เช่น ค่าตรวจประเมิน, ยาชา, บริการติดตามผล

ตารางอัปเดตราคา Botox ปี 2025 (จาก JOOA Clinic)

ยี่ห้อปริมาณราคาปกติราคาโปรโมชั่น
Allergan100U18,900 บาท15,900 บาท
Allergan50U12,900 บาท7,900 บาท
Xeomin100U18,900 บาท14,900 บาท
Neuronox100U9,900 บาท7,900 บาท
Nabota100U9,900 บาท7,900 บาท
MBTOX100U9,900 บาท6,999 บาท

ราคาทั้งหมดเป็นราคาจากโปรโมชันจริง ณ ปี 2025 โดยอาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาและนโยบายของคลินิก

โปรโมชั่นเฉพาะจุดยอดนิยม

  • กราม หรือ เหมาริ้วรอย ราคาพิเศษเพียง 3,999 บาท (จากปกติ 6,999 บาท) เหมาะกับผู้ที่เริ่มต้นฉีดโบ หรือมีจุดปัญหาเฉพาะจุด

ก่อนฉีดโบ เตรียมตัวยังไงให้ได้ผลดี + ลดผลข้างเคียง

สิ่งที่ควรทำรายละเอียด
พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6–8 ชั่วโมงก่อนวันทำ
งดวิตามินที่ทำให้เลือดแข็งตัวยากเช่น วิตามิน E, น้ำมันปลา, โสม, แปะก๊วย อย่างน้อย 3–7 วัน
งดยาละลายลิ่มเลือด / NSAIDsเช่น แอสไพริน, ไอบูโพรเฟน (ควรแจ้งแพทย์หากจำเป็นต้องใช้ต่อเนื่อง)
งดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชม. ก่อนฉีด เพื่อลดโอกาสช้ำ/บวม
งดแต่งหน้าหรือทาครีมบริเวณใบหน้าเพื่อให้ผิวสะอาด ลดการติดเชื้อ
แจ้งแพทย์หากมีโรคประจำตัว / เคยแพ้ยา / ตั้งครรภ์โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับระบบประสาท-กล้ามเนื้อ

ขั้นตอนการฉีดโบ

  1. ปรึกษาแพทย์ (Consultation)
    • แพทย์จะซักประวัติและวิเคราะห์โครงหน้า / กล้ามเนื้อ
    • ประเมินว่าควรฉีดจุดไหน ใช้กี่ยูนิต และยี่ห้อไหนเหมาะสม
    • แจ้งราคาชัดเจน พร้อมแนะนำข้อดี/ข้อจำกัดของการฉีดในแต่ละจุด
  2. เตรียมตัวก่อนทำ
    • ล้างเครื่องสำอาง / ทำความสะอาดบริเวณใบหน้า
    • บางคลินิกมีการวัดกล้ามเนื้อหรือตรวจภาพถ่ายก่อนทำ
    • ประคบเย็น หรือทายาชาตามความเหมาะสม (บางคลินิกอาจไม่ใช้ยาชาในจุดที่ไม่ไวต่อความรู้สึก)
  3.  แสดงขวดโบและเตรียมยา
    • แพทย์หรือพยาบาลจะแสดงขวดยา พร้อมบอกชื่อยี่ห้อ, Lot No., วันหมดอายุ
    • ผสมยาและเตรียมไซริงค์ต่อหน้าคนไข้เพื่อความโปร่งใส
  4.  ฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
    • ใช้เวลา 10–20 นาที ขึ้นอยู่กับจำนวนจุดที่ฉีด
    • แพทย์อาจให้ส่องกระจกเพื่อประเมินตำแหน่งก่อนฉีด
    • เทคนิคการฉีดแตกต่างกัน เช่น Intramuscular / Subdermal / Microbotox
  5.  หลังฉีด / รับคำแนะนำ
    • ประคบเย็นเล็กน้อย (หากมีรอยแดง/บวมจุดเล็ก)
    • แพทย์จะให้คำแนะนำเรื่องการดูแลตัวเอง เช่น งดนอนราบ, งดจับ/นวดบริเวณที่ฉีด
    • นัดติดตามผลหรือปรับยูนิตถ้าจำเป็น (บางคลินิกมี “touch-up” โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม)

ระยะเวลาโดยประมาณ

  • ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 30–45 นาที (รวมปรึกษาและฉีด)
  • ไม่มีเวลาพักฟื้น (No downtime) แต่ควรงดกิจกรรมบางอย่างหลังทำ

หลังฉีดโบ สิ่งที่ควรทำและควรเลี่ยง

ช่วงเวลาข้อแนะนำ
ภายใน 4–6 ชั่วโมงแรก– ห้ามนอนราบ / ห้ามก้มหน้า / ห้ามนวดบริเวณที่ฉีด
– หลีกเลี่ยงการแต่งหน้า / ทาครีม / แป้ง
24 ชั่วโมงแรก
– งดออกกำลังกาย, งดซาวน่า / อบไอน้ำ / โยคะร้อน
– งดแอลกอฮอล์ทุกชนิด
– หลีกเลี่ยงความร้อนบริเวณใบหน้า
3 วันแรก– งดการทำเลเซอร์/ทรีตเมนต์ที่มีความร้อนทุกชนิด
– หากมีรอยแดง/ช้ำ ใช้เจลประคบเย็นได้เบา ๆ
7–14 วัน– สังเกตผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลง
– นัดติดตามผลกับแพทย์ หากยังมีจุดที่ไม่สมดุลสามารถ “เติมยูนิต” เพิ่มได้บางกรณี


คำแนะนำเพิ่มเติมจากแพทย์

  • ผลข้างเคียงบางอย่าง เช่น ยิ้มเอียง หรือคิ้วตก อาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจในช่วงแรก → อย่าตกใจ เพราะมักจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองเมื่อยาสลาย
  • หากอาการไม่ดีขึ้นใน 5–7 วัน หรือแย่ลง ควรกลับมาปรึกษาแพทย์ทันที
  • ไม่ควรแก้ไขเอง หรือฉีดซ้ำซ้อนจากหลายคลินิก

สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องกังวล

  • รอยเข็มจุดเล็กแดง หรือช้ำเล็กน้อย → หายเองภายใน 2–3 วัน
  • อาการตึงๆ เล็กน้อย → มักเกิดชั่วคราวช่วง 1–3 วันแรก
  • ไม่มีผลลัพธ์ทันที → ควรรอ 7–14 วันจึงจะเห็นผลชัดเจน
jooa_clinic_bangna-branch-1

ฉีดโบแล้วอยู่ได้นานแค่ไหน? เห็นผลเมื่อไหร่?

ระยะเวลาเห็นผลหลังฉีดโบ

ไม่ได้เห็นผลทันทีหลังฉีด และช่วงเวลาที่จะเริ่ม “รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง” จะแตกต่างกันไปเล็กน้อยตามแต่ละบุคคล ยี่ห้อ และตำแหน่งที่ฉีด

เวลาสิ่งที่เกิดขึ้น
1–3 วันเริ่มรู้สึกตึงเล็กน้อย บริเวณกล้ามเนื้อที่ฉีด
4–7 วันริ้วรอยเริ่มจางลง รูปหน้าปรับเล็กน้อย
7–14 วันเห็นผลชัดเจนมากขึ้น หน้าเรียบเนียนเข้ารูป
14 วันผลลัพธ์เต็มที่ (Peak Effect)

คลินิกส่วนใหญ่มักนัด “Follow-Up” ภายใน 14 วัน เพื่อประเมินผล และเติมยูนิตเล็กน้อยหากจำเป็น

โบอยู่ได้นานแค่ไหน?

ระยะเวลาการออกฤทธิ์ของโบโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 3–6 เดือน โดยมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้ “อยู่ได้นานหรือน้อยกว่านั้น”

ปัจจัยส่งผลต่อผลลัพธ์อย่างไร
ยี่ห้อที่ใช้แบรนด์ระดับพรีเมียม (เช่น Allergan) มักอยู่ได้นานกว่าแบรนด์เกาหลี
ตำแหน่งที่ฉีดจุดที่มีกล้ามเนื้อใช้งานเยอะ เช่น กราม → สลายไวขึ้น
มวลกล้ามเนื้อของแต่ละบุคคลกล้ามเนื้อแน่น ใช้งานเยอะ = ต้องใช้ยูนิตมาก และอาจอยู่ไม่นานเท่า
การใช้ชีวิตหลังฉีดเช่น เล่นเวทหนัก, ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย, พักผ่อนน้อย → มีผลต่อการสลายตัวของตัวยา
การตอบสนองของร่างกายบางคนตอบสนองไว บางคนดื้อยาเร็ว = อยู่ไม่นานเท่าค่าเฉลี่ย

ความเข้าใจผิดเรื่อง “โบละลายเร็ว”

  • ไม่ใช่ทุกเคสที่ “โบอยู่ไม่นาน” จะเกิดจากคุณภาพยา
  • เทคนิคการฉีด, การประเมินใบหน้า และการเลือกจุดฉีด มีผลมาก
  • หากเริ่มฉีดช่วงแรก ๆ แล้วอยู่ได้สั้น → มักเป็นเรื่องของการวางยูนิตน้อยเกินไปเพื่อทดลอง

คำแนะนำ: ควรเว้นระยะห่าง 3–4 เดือน ระหว่างรอบการฉีด เพื่อไม่ให้ร่างกายดื้อโบในระยะยาว

jooa_clinic_bangna-branch-1

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น + วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดโบ

โดยทั่วไป การฉีดโบถือว่าเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูง หากทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ และใช้ตัวยาที่ได้มาตรฐาน แต่เช่นเดียวกับหัตถการทางการแพทย์อื่น ๆ ก็ยังมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้บ้างในบางราย

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย (พบได้ทั่วไป / ไม่อันตราย)

อาการลักษณะแนวทางรับมือ
รอยแดงเล็กน้อยบริเวณจุดฉีดหายได้เองภายใน 1–2 ชม.
รอยช้ำจุดเล็กพบได้บริเวณที่เส้นเลือดอยู่ตื้นประคบเย็นเบา ๆ หลีกเลี่ยงการแต่งหน้า
บวมเล็กน้อยชั่วคราวหลังฉีดหายได้ภายใน 1–3 วัน
รู้สึกตึง/หนักกล้ามเนื้อกล้ามเนื้อเริ่มตอบสนองต่อยาอาการดีขึ้นภายใน 3–5 วัน

ผลข้างเคียงไม่พบบ่อย (ควรระวัง)

อาการลักษณะแนวทางรับมือ
ตาปรือ / คิ้วตก / ยิ้มเบี้ยวเล็กน้อยจากการกระจายตัวยาเกินปรึกษาแพทย์ อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นใน 2–4 สัปดาห์
ปวดหัวเล็กน้อยมักเกิดหลังฉีดหน้าผากพักผ่อน ดื่มน้ำ อาการดีขึ้นเอง
กล้ามเนื้ออ่อนแรง (เฉพาะที่)พบได้น้อยมากหากรุนแรงควรปรึกษาแพทย์ทันที
ดื้อโบ / ไม่เห็นผลเลยร่างกายต่อต้านสารพิษซ้ำ ๆอาจต้องเปลี่ยนยี่ห้อหรือเทคนิคฉีด

หมายเหตุ: ผลข้างเคียงรุนแรงพบได้น้อยมาก หากใช้ยาที่ได้มาตรฐานและฉีดโดยแพทย์จริง

ฉีดโบแล้วไม่เห็นผล เกิดจากอะไร? แก้ยังไง?

ปัญหายอดฮิต: ฉีดโบแล้วหน้าไม่เปลี่ยน? ผู้ที่เพิ่งเริ่มฉีดโบ หรือแม้แต่ผู้ที่เคยทำเป็นประจำ อาจเคยพบปัญหา “ฉีดแล้วไม่ตึง ไม่ยุบ ไม่รู้สึกว่าหน้าเปลี่ยน” ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย ไม่จำเป็นต้องเป็นความผิดของยาเสมอไป

สาเหตุที่ฉีดโบแล้วไม่เห็นผล (แบ่งตามกลุ่มปัญหา)

🧪 สาเหตุด้านยา/เทคนิค

ปัจจัยคำอธิบาย
ยูนิตไม่พอฉีดน้อยเกินไป (เช่น ฉีดกรามแต่ใช้แค่ 20–30U) ทำให้ไม่ครอบคลุมกล้ามเนื้อ
เทคนิคการฉีดไม่ตรงจุดยาไม่ลงตำแหน่งกล้ามเนื้อหลัก → ไม่มีการยับยั้งการหดตัว
ยาถูกผสมเจือจางเกินไปโบแต่ละแบรนด์ต้องผสมกับน้ำเกลือตามสัดส่วนที่เหมาะสม
ใช้ของปลอมหรือหมดอายุตัวยาไม่มีฤทธิ์จริง หรือเสื่อมสภาพก่อนฉีด

🧬 สาเหตุด้านร่างกาย

ปัจจัยคำอธิบาย
กล้ามเนื้อแน่นเกินมาตรฐานต้องการยูนิตสูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชาย / คนกรามใหญ่
ดื้อโบร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อตัวยา จากการฉีดซ้ำถี่เกินไปหรือใช้ยี่ห้อเดิมนานเกินไป
ระบบเผาผลาญสูงคนที่ออกกำลังกายหนัก / มีระบบเมตาบอลิซึมดี → ยาอาจสลายเร็วกว่าปกติ

ต้องรอนานแค่ไหนถึงจะ “ถือว่าไม่เห็นผล”?

  • หาก ผ่านไป 14 วัน แล้วยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงเลย → ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบว่าเกิดจากสาเหตุใด
  • บางรายอาจ “เห็นผลช้า” ได้ถึง 21 วัน โดยเฉพาะกรณีใช้ยี่ห้อเกาหลี + ฉีดกล้ามเนื้อลึก

วิธีแก้ไขถ้าฉีดโบแล้วไม่เห็นผล

แนวทางรายละเอียด
ประเมินกล้ามเนื้อใหม่กับแพทย์ตรวจดูว่าใช้ยูนิตพอหรือไม่ จุดฉีดแม่นยำหรือเปล่า
เติมยูนิตเพิ่ม (Retouch)หากใช้ยูนิตต่ำเกินไป แพทย์อาจเติมบางจุดโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
เปลี่ยนยี่ห้อโบเช่น จาก Nabota → Xeomin (กรณีดื้อโบเดิม)
งดเว้นช่วงฉีด 4–6 เดือนสำหรับคนที่ดื้อโบ → ให้ร่างกายรีเซ็ตภูมิคุ้มกันก่อนทำรอบใหม่
เปลี่ยนจุด / ปรับเทคนิคการฉีดเช่น ใช้ Microbotox แทนฉีดลึก เพื่อให้ผลลัพธ์กระจายละเอียดขึ้น

คำแนะนำ: ฉีดโบต้องใช้ “ความแม่นยำ” ไม่ใช่แค่ของดี

  • อย่าตัดสินแค่ “ราคาถูก” หรือ “ใช้แบรนด์ดัง” แล้วจะได้ผลเสมอไป
  • ต้องให้แพทย์วิเคราะห์เป็นรายบุคคล วางตำแหน่งและยูนิตอย่างเหมาะสม
  • เทคนิคฉีดที่แม่นยำ มีผลมากกว่ายี่ห้อในหลายกรณี

สรุปสั้นๆ ฉีดโบแล้วไม่เห็นผล อาจเกิดจากยูนิตไม่พอ, จุดฉีดไม่ตรงกล้ามเนื้อ, หรือร่างกายดื้อโบ วิธีแก้คือประเมินใหม่กับแพทย์, เติมยูนิตเพิ่ม, หรือเปลี่ยนยี่ห้อ/เว้นรอบการฉีดให้เหมาะสม

jooa_clinic_bangna-branch-1

ใครบ้างที่ไม่ควรฉีดโบ? ข้อห้ามและข้อควรระวังที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

แม้การฉีดโบ (Botulinum Toxin A) จะเป็นหัตถการที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยสูง หากใช้ในปริมาณเหมาะสมและทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่ก็ยังมีบางกลุ่มที่ ไม่ควรรับการฉีด หรือควร ได้รับการประเมินจากแพทย์อย่างละเอียดก่อนทำ

❌ กลุ่มที่ “ห้ามฉีดโบ” เด็ดขาด

กลุ่มเหตุผล
หญิงตั้งครรภ์ / ให้นมบุตรยังไม่มีการศึกษาทางคลินิกยืนยันความปลอดภัยของ Botulinum Toxin ต่อทารก
ผู้ที่แพ้สาร botulinum toxin หรือโปรตีนประกอบในตัวยาอาจเกิดอาการแพ้รุนแรง เช่น anaphylaxis
ผู้ที่มีโรคกล้ามเนื้อ/ระบบประสาทบางประเภทเช่น Myasthenia Gravis, ALS ซึ่งมีความไวต่อสารกลุ่มนี้ อาจเกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้น
มีการติดเชื้อเฉพาะจุดบริเวณที่ฉีดการฉีดอาจทำให้เชื้อกระจายลึกลงผิวหนัง

⚠️ กลุ่มที่ “ควรปรึกษาแพทย์” เป็นพิเศษ

กลุ่มคำแนะนำ
ผู้ใช้ยาละลายลิ่มเลือด, NSAIDs, วิตามิน E, น้ำมันปลาควรหยุดยาก่อนฉีด 3–7 วันตามคำแนะนำแพทย์ เพื่อลดโอกาสช้ำ/บวม
ผู้มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน, ความดัน, โรคหัวใจแจ้งแพทย์ก่อนทำ เพื่อประเมินความเสี่ยงโดยรวม
เคยฉีดโบแล้วดื้อยา หรือไม่เห็นผลควรปรึกษาเพื่อเปลี่ยนแบรนด์ หรือพิจารณาแนวทางอื่น
มีโครงหน้า/กล้ามเนื้อใบหน้าผิดปกติแต่กำเนิดอาจต้องใช้เทคนิคพิเศษ ปรับปริมาณยูนิต

✅ ข้อแนะนำก่อนรับบริการ

  • แจ้งแพทย์ถึง ประวัติการแพ้ยา / โรคประจำตัว / ยาที่ใช้อยู่
  • ไม่ควรฉีดตามคำแนะนำจากผู้ที่ไม่ใช่แพทย์
  • ตรวจสอบว่าเป็น คลินิกที่มีใบอนุญาตประกอบการ และใช้ยาแท้

กลุ่มที่ไม่ควรฉีดโบ ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์, ให้นม, โรคกล้ามเนื้อ, ผู้แพ้ยา ส่วนผู้มีโรคเรื้อรังหรือใช้ยาละลายลิ่มเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีด

ฉีดโบ ฟิลเลอร์ HIFU ต่างกันยังไง? เปรียบเทียบหัตถการยอดนิยมเพื่อใบหน้าเรียวกระชับ

ในยุคที่มีทางเลือกมากมายสำหรับปรับรูปหน้าและลดริ้วรอย การตัดสินใจเลือก “โบ” “ฟิลเลอร์” หรือ “HIFU” อาจทำให้หลายคนสับสน เพราะแต่ละอย่างมีข้อดี จุดเด่น และข้อจำกัดต่างกันไป

บทนี้เราจะพาทุกคนมาเปรียบเทียบหัตถการทั้ง 3 แบบอย่างชัดเจน เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับใบหน้าและปัญหาของตัวเอง

🔍 สาระสำคัญของแต่ละเทคโนโลยี

ประเภทหลักการทำงานเหมาะกับใคร
โบยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ → ริ้วรอยตื้นลง, หน้าเรียวลงผู้มีริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า, กรามใหญ่จากกล้ามเนื้อ
ฟิลเลอร์เติมเต็มร่องลึก ใต้ตา แก้ม ขมับ ฯลฯผู้มีร่องลึก ขมับตอบ ใต้ตาคล้ำ
HIFU (High Intensity Focused Ultrasound)คลื่นเสียงลงลึกถึงชั้น SMAS → ยกกระชับโดยไม่ผ่าตัดผู้มีผิวหย่อนคล้อยแต่ไม่อยากผ่าตัด

📊 ตารางเปรียบเทียบ: โบ vs ฟิลเลอร์ vs HIFU

หัตถการจุดเด่นอยู่ได้นานพักฟื้นเหมาะกับราคาโดยประมาณ
โบหน้าเรียว ลดริ้วรอยเร็ว3–6 เดือนไม่ต้องพักฟื้นกรามใหญ่, ริ้วรอยหน้าผาก, ยกคิ้วเริ่ม 3,000–20,000฿
ฟิลเลอร์เติมร่องลึกทันที6–18 เดือนอาจบวมเล็กน้อย 1–3 วันร่องแก้ม, ใต้ตา, ขมับเริ่ม 7,000–25,000฿ / 1cc
HIFUยกกระชับทั่วหน้า6–12 เดือนอาจบวมตึง 1–3 วันผิวหย่อนคล้อย, กรอบหน้าไม่ชัดเริ่ม 4,000–20,000฿

✅ เลือกแบบไหนดี?

  • โบ เหมาะกับคนที่ต้องการผลลัพธ์เร็ว ชัด โดยเฉพาะลดกรามและริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้า
  • ฟิลเลอร์ เหมาะกับคนที่มีร่องลึกหรือหน้าตอบ ต้องการเติมเต็มให้ดูอิ่มฟู
  • HIFU เหมาะกับผู้ที่ต้องการยกกระชับผิวแบบไม่เจ็บ ไม่ฉีด ไม่ผ่าตัด

โบเหมาะกับลดกราม ริ้วรอย, ฟิลเลอร์ช่วยเติมร่องลึก, HIFU ยกกระชับผิว ทั้ง 3 หัตถการมีจุดเด่นต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกให้เหมาะกับปัญหาผิวแต่ละคน

บทสรุป

การฉีดโบในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของความสวย แต่เป็นการดูแลตัวเองในแบบที่ปลอดภัยและตรงจุด หากเลือกแบรนด์ที่เหมาะสมกับปัญหา ฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเข้าใจผลลัพธ์ที่เป็นจริง ก็สามารถได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ ไม่แข็ง ไม่โป๊ะ

  • ริ้วรอยจากการแสดงสีหน้าจางลง
  • ใบหน้าได้สัดส่วนมากขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด
  • ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 3–6 เดือน
  • มีแบรนด์ให้เลือกหลากหลายตั้งแต่เกาหลีถึงยุโรป
  • ราคาเริ่มต้นจับต้องได้ และมีโปรโมชันมากมาย

ก่อนตัดสินใจฉีด ควรเลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือ ยาที่ได้รับอนุญาตจาก อย. และได้รับการประเมินโดยแพทย์เท่านั้น การปรึกษาที่ตรงไปตรงมาคือจุดเริ่มต้นของผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโบ (BO FAQ)

jooa_clinic_bangna-branch-1

ฉีดโบเจ็บไหม?

โดยทั่วไปรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยคล้ายเข็มฉีดยา แพทย์มักประคบน้ำแข็งหรือใช้ยาชาก่อนฉีดเพื่อลดความรู้สึก

ฉีดโบแล้วจะบวม/ช้ำไหม?

อาจมีอาการบวมแดงเล็กน้อยตรงจุดฉีดใน 24 ชม. แรก และหายได้เอง ไม่ต้องพักฟื้น

ฉีดโบเห็นผลเมื่อไหร่?

ส่วนใหญ่จะเริ่มเห็นผลภายใน 3–7 วัน และชัดเจนใน 14 วัน

ผลของโบอยู่ได้นานแค่ไหน?

ประมาณ 3–6 เดือน แล้วแต่แบรนด์ ตำแหน่ง และสภาพร่างกายแต่ละคน

โบแท้กับปลอมต่างกันยังไง?

โบแท้ต้องมีเลข อย., แพ็กเกจครบ มี lot number และชื่อผู้ผลิตชัดเจน ไม่มีกลิ่นฉุน

ฉีดโบแต่ละจุดใช้กี่ยูนิต?

จุดที่ฉีดยูนิตโดยประมาณ
หน้าผาก10–20
รอยย่นหว่างคิ้ว10–15
ตีนกา10–15 ต่อข้าง
กราม25–50 ต่อข้าง

ฉีดโบทำให้หน้าแข็งไหม?

หากฉีดในปริมาณเหมาะสมโดยแพทย์ ไม่มีผลให้หน้าแข็ง โดยเฉพาะเทคนิค Natural Look

ฉีดโบบ่อยๆ จะดื้อไหม?

หากฉีดถี่เกินไปหรือใช้ยูนิตไม่เหมาะสม อาจเกิดภาวะดื้อโบได้ แนะนำเว้นห่าง 3–6 เดือนต่อครั้ง

ฉีดโบกับฟิลเลอร์ต่างกันยังไง?

  • โบ = ลดการทำงานกล้ามเนื้อ → หน้าเรียว ริ้วรอยตื้น
  • ฟิลเลอร์ = เติมเต็มร่องลึก ใต้ตา ร่องแก้ม ขมับ